บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู

ทำไม...ต้องนึกดู ถึงจะเห็น , ถ้าไม่นึกดูก็ไม่เห็น?

 


ทำไม...ต้องนึกดู ถึงจะเห็น , ถ้าไม่นึกดูก็ไม่เห็น?

เป็นคำถามเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมของ #วิชาธรรมกาย ในวัดแห่งหนึ่ง

คำตอบก็เป็นดังนี้...

*-*-*-*-*
แสดงว่ามันยังไม่ติด ต้องอาศัยการตรึกบ่อย ๆ  ใหม่ ๆ  จะเป็นอย่างนั้นไปก่อนแล้วมันจะค่อย ๆ ปรับไปสู่สภาวะ ที่ “เป็น” ตอนนี้มันอยู่ในขั้น “เห็น” ขั้นเห็นพอเราละเอียดมากเข้า ใจสบายยิ่งกว่านี้ จิตบริสุทธิ์เพิ่มขึ้นหยุดได้นิ่งแน่นกว่านี้ มันปุ๊ปเป็นเลย “เป็น” ตลอดเวลา ตอนนี้อยู่ในระดับที่ “เห็น” อยู่ในระดับกลาง ๆ ฉะนั้น หมั่นตรึกบ่อย ๆ
*-*-*-*-*

คำตอบนี้ จัดได้ว่า.... "ไปไหนมา สามวาสองศอก"  คือ ไม่ได้ตอบปัญหา  

ผู้ตอบไม่ได้รู้เรื่อง #วิชาธรรมกาย ในขั้นรู้ลึก รู้จริง คำตอบจึงมั่วออกไปอย่างนั้น

คำถามนี้... เน้นไปที่ "ดวงนิมิต" ณ ฐานที่ 7 (ดูภาพ)

ขออธิบายก่อนว่า....  ตรงฐานที่ ๗ นั้น มีดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายอยู่ เป็นดวงใส ขนาดประมาณไข่แดงของไข่ไก่ 

ดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายนี้ ก็คือ "ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน"  แต่หลวงพ่อวัดปากน้ำจะเรียกกันว่า "ดวงปฐมมรรค" 

ทำไม... จึงเรียกอย่างนั้น?

คำตอบ....
[1].. ดวงปฐมมรรคนี้ ที่จุดศูนย์กลาง อันเล็กเท่าปลายเข็มนี้ก็คือ "เอกายนมรรค"  ทางสายเดียว, ทางสายเอก, ทางสายกลาง 

ขอย้ำว่า "เอกายนมรรค,  ทางสายเดียว, ทางสายเอก, ทางสายกลาง" เป็น "จุดเล็กใส" เท่าปลายเข็มเท่านั้น  ไม่ได้ยาวเป็นเส้นออกไป  เป็นจุดเพียงจุดเดียว

[2].. ดวงธรรมของแต่ละกายจะมี ๖ ดวง จากดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายหรือดวงปฐมมรรค ต่อไปคือ ดวงศีล, ดวงสมาธิ, ดวงปัญญา, ดวงวิมุตติ, ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ แล้วก็จะเป็นกายฝัน 

เมื่อเป็นดวงแรกของดวงธรรม ๖ ดวง และเป็นดวงแรกของดวงธรรมต่อๆ ไป  ก็จึงได้ชื่อว่า "ดวงปฐมมรรค

[3]..  การจะผ่านดวง ผ่านกาย จะต้อง "หยุด-นิ่ง-แน่น" ไปที่จุดเล็กใสนี้  ไม่งั้นก็ไปไม่ได้ 

จะเห็นได้ว่า..............

จุดเล็กใสเท่าปลายเข็มนี้ คือ "เอกายนมรรค,  ทางสายเดียว, ทางสายเอก, ทางสายกลาง" จริงๆ ทั้งในด้านภาษา ในด้านการปฏิบัติ  

หัวข้อธรรมะ 84,000 พระธรรมขันธ์ ก็ต้อง "หยุด-นิ่ง-แน่น" ไปที่จุดนี้  

"เอกายนมรรค,  ทางสายเดียว, ทางสายเอก, ทางสายกลาง" ไม่มีสายปฏิบัติธรรมใดอธิบายได้ชัดเจนอย่างนี้ เท่ากับสายวิชาธรรมกายอีกแล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเลยก็คือ สายยุบหนอพองหนอ ที่ชูสติปัฏฐาน 4 ว่าเป็นทางสายเดียว ทางสายเอก ก็อธิบายไม่ได้ว่า สติปัฏฐาน 4 เป็นทางสายเดียวอย่างไร

กลับมาเข้าถึงประเด็นคำถามที่ว่า........ 

ทำไม...ต้องนึกดู ถึงจะเห็น , ถ้าไม่นึกดูก็ไม่เห็น?

"ดวงนิมิต"  ไม่ได้มีอยู่ ตรงฐานที่ 7 ดังนั้น "ถ้ามองหา มันก็ไม่เห็น" 

ขอยกตัวอย่างให้ชัดๆ ก็คือ.....  

สมมุติว่า เราไปลืมนาฬิกาไว้ที่อื่น ซึ่งปกติเราจะวางไว้ที่โต๊ะทำงานของเรา  ให้เรามองหาให้ตาย ก็จะไม่เห็น

"ดวงนิมิต" ก็เช่นเดียวกัน   มันไม่ได้มี ณ ฐานที่ 7  ดังนั้น... เราต้องนึก ต้องคิด ต้องจินตนาการขึ้นมา 

จะชัด ไม่ชัด ก็ไม่เป็นไร  ให้เรารู้ว่า "ตรงฐานที่ 7" มีดวงกลมใสอยู่  

แล้วก็ส่งใจนิ่งไปที่จุดศูนย์กลางของดวงนิมิต นึก..ให้เห็นจุดศูนย์กลางให้ได้

หลังจากอธิบายจนคอแหบคอแห้งไปแล้ว จากประสบการณ์มาประมาณ 20 ปี 

ผมก็จะถูกถามว่า... ก็มันนึกไม่เห็น จะทำอย่างไร? แล้วจะมีประโยชน์อะไร

ในการตอบคำถามดังกล่าว.....

ขอธิบายหลักการกันก่อน เพื่อให้เข้าใจดียิ่งขึ้น... ดังนี้


*-*-*-*-*
 การปฏิบัติธรรมนั้น เราปฏิบัติเพื่อ "กำจัดกิเลสกับสังโยชน์ให้หมดไป" (ดูภาพ) แล้วเราก็จะบรรลุมรรคผลนิพพาน ไม่ต้องมาเกิดให้เป็นทุกข์อีก
*-*-*-*-*

กลับมาถึงประเด็น "การเห็นดวงธรรม", "การเห็นดวงปฐมมรรค"

ตรงนี้ หลวงพ่อวัดปากน้ำสอนไว้ชัดเจนว่า....  **ถ้าตั้งใจฝึกไปเรื่อยๆ อย่างถูกต้อง ก่อนตายต้องได้เห็นแน่นอน**

เอาประวัติของคุณลุงการุณย์ บุญมานุชบ้าง  คุณลุงก็ฝึกเป็นหลายปี ก็ไม่เห็น  

ในวันที่เห็นนั้น "ลุงกำลังตักน้ำ ใจก็ตรึกนึกถึงดวงธรรมไปด้วย" แล้วก็เห็นดวงธรรม 

ดังนั้น.... คำตอบก็คือ  การปฏิบัติธรรมนั้น "ไม่เสียเปล่า" แน่นอน  บุญ-บารมีก็จะสะสมไปเรื่อยๆ
เราจะต้องเห็น "ดวงปฐมมรรค" อย่างแน่นอน

ที่กล่าวไปข้างต้นนั้น  เราเน้น...ไปที่การเห็นดวงปฐมมรรค  

ตอนนี้ กลับมาที่หลักการก่อน.... คือ การกำจัดกิเลส (ดูภาพ)



ในขณะที่เรากำลังฝึกปฏิบัติให้เห็นดวงธรรมอยู่นั้น....

เห็นบ้าง, ไม่เห็นบ้าง, เห็นๆ หายๆ บ้าง, มืดบ้าง, สว่างบ้าง, หงุดหงิดบ้าง, โมโหตัวเองบ้าง, 

น้อยใจในวาสนาของตัวเองบ้างว่า... ทำไม คนอื่นมันเห็นง่ายจัง  เราทำไมเห็นยาก เห็นเย็นเหลือ กูจะมีโอกาสได้เห็นหรือเปล่าหนอ... ชาตินี้

กิเลส ๓ ตัวนี้คือ ....

อภิชฌา (ความอยากได้ของคนอื่น), พยาบาท, มิจฉาทิฐิ  จะไม่เกิดกับใจของเราเลย เพราะ ใจเรามัวไปยุ่งอยู่กับดวงธรรม 

โดยสรุป....

การปฏิบัติธรรมด้วย # วิชาธรรมกาย ไม่ว่าเราจะเห็นดวงธรรมหรือไม่เห็นดวงธรรม 

เราสามารถกำจัด "อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฐิ" ลงได้ 

-------------------------
เขียนโดย ดร. มนัส โกมลฑา Ph.D. (สหวิทยาการ)
www.manaskomoltha.net
Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/manas4299/
Line ID : manas4299
Youtube: https://www.youtube.com/user/mommeam4299/
โทรศัพท์ : 083-4616989


หลงตายคืออะไร

ตอนหาภาพประกอบ มีแต่ข่าวเฉินหลงตาย
คนที่เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี มีความซื่อตรงตามคำสอนในพระไตรปิฎก ในช่วงที่มีชีวิตอยู่ ก็มักจะสร้างกรรมดีเพื่อสะสมบุญไว้สำหรับชาติต่อๆ ไป

คนที่ไม่ประพฤติปฏิบัติแบบนั้น  ท่านจะว่า “หลงตาย”  แต่การหลงตายมีมากกว่านั้น  การหลงตายมีความน่ากลัวมากกว่านั้น

การหลงตายที่เกิดจากการประพฤติตัวไม่ดี  ผมลองค้นกูเกิ้ลดู ได้ความหมายมาเป็นตัวอย่าง 2 แห่ง ดังนี้

ท่านผู้ฟังทุกคนทราบว่า ท่านต้องจากโลกนี้ไปแน่ แต่ว่าท่านเห็นโทษของความหลงตายก็เป็นทุกข์ไหมคะ

ท่านจากโลกนี้ไปด้วยความหลง หรือว่าด้วยความไม่หลง

ในขณะที่กำลังมีชีวิตอยู่ในขณะนี้ หลงไหมคะ ถ้าไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง หลงยึดถือสิ่งทีไม่มีสาระว่าเป็นสาระ หลงยึดถือสิ่งที่ปรากฏเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน

นี่คือความหลง  http://www.dhammahome.com/audio/topic/4968

ทุกวันนี้คนที่อยู่แบบลืมตายมีเป็นจำนวนมาก คือลืมไปว่าตนเองจะต้องตาย และส่วนใหญ่เมื่อมีชีวิตอยู่แบบลืมตาย

ถึงเวลาสิ้นลมก็จะมีอาการอย่างที่คนโบราณเรียกว่า หลงตาย คือตายด้วยความหลง ตายด้วยความทุกข์ทรมาน กระสับกระส่าย  http://www.visalo.org/article/D_MoranaSati.htm

หลงตาย 2 ความหมายที่ยกมาด้านบนนั้น เป็นการหลงตายของนักปริยัติ ซึ่งไม่ได้บอกว่า เมื่อตายไปแล้วจริงๆ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ส่วนใหญ่แล้ว พวกปริยัติในยุคนี้ มันจะไม่เชื่อเรื่องนรก-สวรรค์ จึงไม่กล่าวถึงไว้ 

การหลงตายที่น่ากลัวนั้น ผมขอยกตัวอย่างในพระไตรปิฎกก่อน แล้วจะกล่าวถึงตัวอย่างของการหลงตายที่ผมพบมา และคำอธิบายในวิชาธรรมกาย

ในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ หน้า ๑๖ มีเรื่อง “พระติสสะตายแล้วไปเกิดเป็นเล็น”  ขอยกเพียงสั้นๆ ดังนี้

ในวันที่จีวรเสร็จพี่สาวได้ทำสักการะมากมาย. พระเถระแลดูจีวรแล้ว เกิดความเยื่อใยในจีวรนั้นคิดจักห่มจีวรนั้นในวันพรุ่งนี้ จึงพับพาดไว้ที่ราว.

ในคืนนั้น พระเถระได้มรณภาพลง เพราะอาหารไม่ย่อยและได้เกิดเป็นเล็นที่จีวรนั้นนั่นเอง.
......................
แม้เล็นนั้น ตายลงในวันที่ ๗ ไปเกิดเป็นเทวดาในวิมานชั้นดุสิต.

เรื่องพระติสสะนี้  ถ้าพระพุทธองค์ไม่ทรงห้ามการแบ่งจีวรไว้ก่อน เล็นที่ชาติก่อนเป็นพระติสสะก็จะตาย และตกนรกไป

จะเห็นว่า พระติสสะสร้างกรรมดีไว้มากมาย เป็นพระโพธิสัตว์ด้วย เพราะ ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต แต่ตอนตายไม่ได้นึกถึงความดีที่สร้างไว้ กลับไปห่วงจีวรที่พี่สาวถวายมาให้  ตายไปจึงไปเกิดเป็นเล็นในจีวร

นี่คือ “การหลงตาย” ในความหมายของหลวงพ่อวัดปากน้ำ  กล่าวคือ เมื่อตายไปแล้ว นึกถึงความดีไม่ได้เลย 

เมื่อนึกถึงความดีไม่ได้เลย โอกาสจะไปนรกนั้นมีอยู่สูงมาก

เรื่องหลงตายนี้ ผมรู้มานานแล้ว แต่ยังไม่เคยพบกรณีศึกษาด้วยตนเอง เพิ่งพบมาเมื่อไม่นานมานี้ จึงนำมาเล่าสู่กันฟัง

มีบิดาของลูกศิษย์คุณลุงคนหนึ่งเพิ่งตายไป แล้วท่านไม่ได้ไปไหน วนเวียนอยู่กับญาติ กับสถานที่ ทั้งๆ ที่ท่านสร้างกรรมดีไว้มาก 

วิชา 18 กายก็ทำเป็นประจำ  เมื่อลูกทำบุญอะไรก็บอกให้ทราบทุกครั้ง  ท่านทำเองก็มาก แต่ตอนตายไป ท่านนึกถึงบุญไม่ได้เลย

โชคดีที่ว่า ลูกสาวท่านเป็นลูกศิษย์ของคุณลุงการุณย์ บุญมานุช เมื่อบิดาตายก็โทรบอกให้ลุงช่วยไว้ก่อน  ลุงทำวิชาแล้วบอกว่า “อาการไม่ดี

ลูกของท่านก็โทรมาหาผมให้บอกต้นปราบให้หน่อย  ผมก็บอกว่า “ใจเย็นๆ น่าจะเข้ากรณีหลงตายที่หลวงพ่อวัดปากน้ำสอนไว้

เมื่อไปพบลุงในวันถวายอาหารทะเล  ลุงก็ไปเรียกผู้ตายมาสอนวิชา จนกระทั่งนึกถึงบุญที่ทำไว้ได้ และขึ้นสวรรค์ชั้น 3 

ในวันประชุมประจำเดือนมกราคม หลังวันถวายอาหารทะเลนั้น ท่านไปพาเทวดาเพื่อนของท่านมาร่วมงานประชุมด้วย 18 ตน

จะเห็นได้ว่า  การหลงตายของพระปริยัตินั้น เน้นไปที่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ไม่คำนึงถึงความดีความชั่วอะไร ทำตัวเหลวแหลกไปเรื่อย

ส่วนการหลงตายของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น น่ากลัวกว่ากันเยอะ เพราะ ขนาดที่ทำความดีไว้มาก ความดีนั้นสามารถทำให้ขึ้นสวรรค์ชั้น 3 ได้  แต่ถ้านึกถึงความดีที่ทำไว้ไม่ได้ ก็ไม่มีโอกาสขึ้นสวรรค์ได้เลย

คนที่เกิดมาในโลกนั้น ไม่ได้บริสุทธิ์ผุดผ่องทำแต่ความดีอย่างเดียว  ความชั่วก็ทำ ดังนั้น เมื่อนึกถึงกรรมดีไม่ได้  ท่านก็จะไปนึกถึงกรรมชั่ว  โอกาสก็จะส่งไปทำนองนั้นเสียด้วย

เมื่อนึกถึงกรรมชั่วได้ ท่านก็จะไปนรกก่อน  กรรมดีที่จะขึ้นสวรรค์ได้ก็รอไปก่อน

นรกเป็นสถานที่ที่แปลกอย่างหนึ่งคือ เมื่อได้ตกลงไปแล้ว  โอกาสจะที่ได้ขึ้นสวรรค์จะเนิ่นช้าออกไป 

สภาวะของนรกจะทำให้ผู้ที่ตกไปวนเวียนอยู่ในนั้น นานขึ้นไปอีก

ในขณะที่นักปริยัติไม่สามารถช่วยคนตายที่หลงตายไปแล้วได้เลย ช่วยได้แต่แนะนำคนที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น  แต่วิชาธรรมกายสามารถทำได้

วิชาธรรมกายสามารถไปเรียกคนตายมาสอนวิชาธรรมกาย  เรียกคนตายมาบอกว่า “เมื่อยังมีชีวิตอยู่ได้สร้างบุญอะไรไว้บ้างได้

เมื่อนึกถึงคุณงามความดีที่เคยทำไว้ได้  เขาก็ไปสู่สวรรค์ทันที






วิชาธรรมกายบรรลุพระอรหันต์ได้หรือไม่






มีคนไปตั้งกระทู้ถามในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งว่า “วิชชาธรรมกายสามารถทำให้คนบรรลุได้หรือไม่” เนื้อหาของกระทู้ก็มีสั้นๆ ดังนี้

ผมอยากรู้จริงๆ ช่วยบอกผมหน่อยนะครับ

ก็มีคนมาให้ความคิดเห็นกันแบบสมองหมา ปัญญาควายตามปกติธรรมเนียม หาการพัฒนาขึ้นไม่ได้ โง่ดักดานอย่างไร พวกนั้นก็โง่ดักดานอยู่อย่างนั้น

ใครสนใจจะอ่านความเป็นสมองหมา ปัญญาควายของคนกลุ่มนั้น ก็ตามไปอ่านในลิงก์ที่ผมทำไว้ด้านท้ายได้เลย

ฝ่ายที่ “เกลียดวัดธรรมกายมันก็เอาแต่ข้อมูลงี่เง่าของมันมาอ้าง”  ฝ่ายวัดพระธรรมกาย ก็หาข้อมูลที่เป็นหลักฐานแน่นหนาไม่ได้ 

มีคนที่ให้ความเห็นพอจะเข้าท่าเข้าทางน้อยมาก  และไม่มีใครเอ่ยถึงหนังสือของหลวงพ่อวัดปากน้ำที่เป็นตำราเลย

สาวกของวัดพระธรรมกาย มันก็อ่านเฉพาะหนังสือเทศน์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ มันก็ช่วยอะไรไม่ได้  

มีอยู่คนหนึ่ง  เอาแต่ข้อมูลลงไปแบบหนักหนาสาหัส คล้ายๆ หมอผีเฉลิมศักดิ์ ก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้อีกเช่นเดียวกัน

เมื่อพิจารณาจากกระทู้แล้ว  คนถามสงสัยว่า “วิชาธรรมกายสามารถทำให้ผู้เรียนบรรลุพระอรหันต์ได้หรือไม่

คำตอบก็คือ “ได้” และมีตำรายืนยัน และตรงกับพระไตรปิฎกด้วย ซึ่งไม่มีใครอธิบายได้ดีเท่ากับหลวงพ่อวัดปากน้ำอีกแล้ว

ก่อนอื่นต้องขออธิบายคำว่า “วิชาธรรมกาย” หรือ “วิชชาธรรมกาย” เสียก่อน เพราะ ผมเคยไปออกรายการโทรทัศน์ก็พบกับความเข้าใจผิดในคำดังกล่าวมาแล้ว

เรื่องนี้ ต้องอธิบายเพิ่มเติมหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชชา 8 กับวิชชา 3 ดังนี้

วิชชา 8 (ความรู้แจ้ง, ความรู้วิเศษ)
       1. วิปัสสนาญาณ (ญาณในวิปัสสนา)
       2. มโนมยิทธิ (ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ)
       3. อิทธิวิธิ (แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้)
       4. ทิพพโสต (หูทิพย์)
       5. เจโตปริยญาณ (ความรู้ที่กำหนดใจผู้อื่นได้)
       6. ปุพเพนิวาสานุสสติ (ระลึกชาติได้)
       7. ทิพพจักษุ (ตาทิพย์)
       8. อาสวักขยญาณ (ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ)

วิชชา 3 (ความรู้แจ้ง, ความรู้วิเศษ)
       1. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ระลึกชาติได้)
       2. จุตูปปาตญาณ (รู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย, เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย เรียกอีกอย่างว่า ทิพพจักขุญาณ)
       3. อาสวักขยญาณ (ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย, ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ, ความตรัสรู้)

ขอให้สังเกตว่า 3 วิชชาสุดท้ายของวิชชา 8 ก็คือ วิชชา 3 นะครับ  แล้ว วิชชา 3 นี่แหละ ทำให้พระพุทธเจ้าบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ

หลักฐานก็มาจากเวรัญชภัณฑ์สูตร พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ มหาวิภังค์ ปฐมภาค  พระองค์ได้อธิบายต่อเรื่องเวรัญชพราหมณ์ว่า การบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ พระองค์ได้เดินวิชา ดังนี้

- ปฐมฌาน
- ทุติยฌาน
- ตติยฌาน
- จตุตถฌาน
- บุพเพนิวาสานุสสติญาณ
- จุตูปปาตญาณ
- อาสวักขยญาณ (พระไตรปิฏก เล่มที่ ๑  พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑)

ที่นี้ก็มาเข้าเรื่องถึงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า คำว่า “วิชาธรรมกาย” หรือ “วิชชาธรรมกาย” กัน

คำว่า “วิชาธรรมกาย” หรือ “วิชชาธรรมกาย” นั้น ไม่ได้หมายความว่า “มีวิชชาขึ้นมาอีกวิชชาหนึ่ง เป็นวิชชาที่ 9” หรือ วิชชาที่ 4  หรืออะไรทำนองนั้น 

วิชาธรรมกายเป็นชื่อเรียกการสอนปฏิบัติธรรมตามพระไตรปิฎกที่หลวงพ่อวัดปากน้ำอธิบายเท่านั้น เพราะ ยังไม่มีใครอธิบายการปฏิบัติธรรมในพระไตรปิฎกได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน และสามารถที่จะปฏิบัติตามมาได้ก่อนเลย

คำอธิบายการปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น อธิบายได้ครอบคลุม ถูกต้อง ทุกพระสูตร หลวงพ่อวัดปากน้ำได้เขียนตำราไว้ และมีคนปฏิบัติตามได้ด้วย

เฉพาะการตรัสรู้ตามเวรัญชภัณฑ์สูตรนั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำเขียนไว้ในหนังสือมรรคผลพิสดาร 1 ตามที่ผมแสดงไปแล้วด้านบน

ใครที่สนใจศาสนาพุทธ ขอให้ไปอ่านหนังสือทุกเล่ม การเทศน์ของพระทุกรูปในประเทศไทย ในโลกก็ได้  ไม่ใครอธิบายเรื่องวิชชา 3 ได้ดีเท่ากับหลวงพ่อวัดปากน้ำอีกแล้ว

ส่วนใหญ่ ไม่กล้าลงลึกในรายละเอียดเสียด้วยซ้ำ พูดแต่หัวข้อเฉยๆ พระดังๆ หลายรูปไม่กล้าเอ่ยถึงวิชชา 3 เสียด้วยซ้ำไป เพราะ มันขัดกับวิทยาศาสตร์เก่าของนิวตัน

ประการสำคัญที่อยากจะชี้ให้เห็นก็คือ  สายปฏิบัติธรรมบางสาย เช่น สายยุบหนอพองหนอ สายนามรูปฯ  รู้ว่าต้องใช้ “วิปัสสนาญาณ” ในการบรรลุพระอรหันต์ แต่ก็ไม่เคยอธิบายไว้อย่างถูกต้อง

ข้อผิดพลาดอย่างยิ่งของพวกยุบหนอพองหนอก็คือ “ทิ้งวิชชา 3” ไปเลย  ไปมั่วอธิบายแต่วิปัสสนาญาณ แต่อธิบายผิดๆ

โดยสรุป 

วิชาธรรมกายมีคำสอนให้บรรลุถึงพระอรหันต์ได้เช่นเดียวกับพระไตรปิฎก เพราะ วิชาธรรมกายเป็นคำอธิบายการปฏิบัติธรรมในพระไตรปิฎกของหลวงพ่อวัดปากน้ำ

การอธิบายการปฏิบัติธรรมให้บรรลุพระอรหันต์นั้น ไม่มีสายปฏิบัติธรรมใด ไม่มีพุทธวิชาการคนใดในโลกนี้ อธิบายได้ดีเท่าหลวงพ่อวัดปากน้ำอีกแล้ว 

คำอธิบายของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น สามารถปฏิบัติตามได้ และมีคนปฏิบัติตามได้เป็นหมื่น เป็นแสนคน

แหล่งข้อมูล: