บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิชชาธรรมกาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิชชาธรรมกาย แสดงบทความทั้งหมด

วิชาธรรมกายบรรลุพระอรหันต์ได้หรือไม่






มีคนไปตั้งกระทู้ถามในเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งว่า “วิชชาธรรมกายสามารถทำให้คนบรรลุได้หรือไม่” เนื้อหาของกระทู้ก็มีสั้นๆ ดังนี้

ผมอยากรู้จริงๆ ช่วยบอกผมหน่อยนะครับ

ก็มีคนมาให้ความคิดเห็นกันแบบสมองหมา ปัญญาควายตามปกติธรรมเนียม หาการพัฒนาขึ้นไม่ได้ โง่ดักดานอย่างไร พวกนั้นก็โง่ดักดานอยู่อย่างนั้น

ใครสนใจจะอ่านความเป็นสมองหมา ปัญญาควายของคนกลุ่มนั้น ก็ตามไปอ่านในลิงก์ที่ผมทำไว้ด้านท้ายได้เลย

ฝ่ายที่ “เกลียดวัดธรรมกายมันก็เอาแต่ข้อมูลงี่เง่าของมันมาอ้าง”  ฝ่ายวัดพระธรรมกาย ก็หาข้อมูลที่เป็นหลักฐานแน่นหนาไม่ได้ 

มีคนที่ให้ความเห็นพอจะเข้าท่าเข้าทางน้อยมาก  และไม่มีใครเอ่ยถึงหนังสือของหลวงพ่อวัดปากน้ำที่เป็นตำราเลย

สาวกของวัดพระธรรมกาย มันก็อ่านเฉพาะหนังสือเทศน์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ มันก็ช่วยอะไรไม่ได้  

มีอยู่คนหนึ่ง  เอาแต่ข้อมูลลงไปแบบหนักหนาสาหัส คล้ายๆ หมอผีเฉลิมศักดิ์ ก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้อีกเช่นเดียวกัน

เมื่อพิจารณาจากกระทู้แล้ว  คนถามสงสัยว่า “วิชาธรรมกายสามารถทำให้ผู้เรียนบรรลุพระอรหันต์ได้หรือไม่”

คำตอบก็คือ “ได้” และมีตำรายืนยัน และตรงกับพระไตรปิฎกด้วย ซึ่งไม่มีใครอธิบายได้ดีเท่ากับหลวงพ่อวัดปากน้ำอีกแล้ว

ก่อนอื่นต้องขออธิบายคำว่า “วิชาธรรมกาย” หรือ “วิชชาธรรมกาย” เสียก่อน เพราะ ผมเคยไปออกรายการโทรทัศน์ก็พบกับความเข้าใจผิดในคำดังกล่าวมาแล้ว

เรื่องนี้ ต้องอธิบายเพิ่มเติมหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิชชา 8 กับวิชชา 3 ดังนี้

วิชชา 8 (ความรู้แจ้ง, ความรู้วิเศษ)
       1. วิปัสสนาญาณ (ญาณในวิปัสสนา)
       2. มโนมยิทธิ (ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ)
       3. อิทธิวิธิ (แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้)
       4. ทิพพโสต (หูทิพย์)
       5. เจโตปริยญาณ (ความรู้ที่กำหนดใจผู้อื่นได้)
       6. ปุพเพนิวาสานุสสติ (ระลึกชาติได้)
       7. ทิพพจักษุ (ตาทิพย์)
       8. อาสวักขยญาณ (ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ)

วิชชา 3 (ความรู้แจ้ง, ความรู้วิเศษ)
       1. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ระลึกชาติได้)
       2. จุตูปปาตญาณ (รู้จุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย, เห็นการเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลาย เรียกอีกอย่างว่า ทิพพจักขุญาณ)
       3. อาสวักขยญาณ (ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย, ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ, ความตรัสรู้)

ขอให้สังเกตว่า 3 วิชชาสุดท้ายของวิชชา 8 ก็คือ วิชชา 3 นะครับ  แล้ว วิชชา 3 นี่แหละ ทำให้พระพุทธเจ้าบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ

หลักฐานก็มาจากเวรัญชภัณฑ์สูตร พระวินัยปิฎก เล่ม ๑ มหาวิภังค์ ปฐมภาค  พระองค์ได้อธิบายต่อเรื่องเวรัญชพราหมณ์ว่า การบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ พระองค์ได้เดินวิชา ดังนี้

- ปฐมฌาน
- ทุติยฌาน
- ตติยฌาน
- จตุตถฌาน
- บุพเพนิวาสานุสสติญาณ
- จุตูปปาตญาณ
- อาสวักขยญาณ (พระไตรปิฏก เล่มที่ ๑  พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑)

ที่นี้ก็มาเข้าเรื่องถึงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า คำว่า “วิชาธรรมกาย” หรือ “วิชชาธรรมกาย” กัน

คำว่า “วิชาธรรมกาย” หรือ “วิชชาธรรมกาย” นั้น ไม่ได้หมายความว่า “มีวิชชาขึ้นมาอีกวิชชาหนึ่ง เป็นวิชชาที่ 9” หรือ วิชชาที่ 4  หรืออะไรทำนองนั้น 

วิชาธรรมกายเป็นชื่อเรียกการสอนปฏิบัติธรรมตามพระไตรปิฎกที่หลวงพ่อวัดปากน้ำอธิบายเท่านั้น เพราะ ยังไม่มีใครอธิบายการปฏิบัติธรรมในพระไตรปิฎกได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน และสามารถที่จะปฏิบัติตามมาได้ก่อนเลย

คำอธิบายการปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น อธิบายได้ครอบคลุม ถูกต้อง ทุกพระสูตร หลวงพ่อวัดปากน้ำได้เขียนตำราไว้ และมีคนปฏิบัติตามได้ด้วย

เฉพาะการตรัสรู้ตามเวรัญชภัณฑ์สูตรนั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำเขียนไว้ในหนังสือมรรคผลพิสดาร 1 ตามที่ผมแสดงไปแล้วด้านบน

ใครที่สนใจศาสนาพุทธ ขอให้ไปอ่านหนังสือทุกเล่ม การเทศน์ของพระทุกรูปในประเทศไทย ในโลกก็ได้  ไม่ใครอธิบายเรื่องวิชชา 3 ได้ดีเท่ากับหลวงพ่อวัดปากน้ำอีกแล้ว

ส่วนใหญ่ ไม่กล้าลงลึกในรายละเอียดเสียด้วยซ้ำ พูดแต่หัวข้อเฉยๆ พระดังๆ หลายรูปไม่กล้าเอ่ยถึงวิชชา 3 เสียด้วยซ้ำไป เพราะ มันขัดกับวิทยาศาสตร์เก่าของนิวตัน

ประการสำคัญที่อยากจะชี้ให้เห็นก็คือ  สายปฏิบัติธรรมบางสาย เช่น สายยุบหนอพองหนอ สายนามรูปฯ  รู้ว่าต้องใช้ “วิปัสสนาญาณ” ในการบรรลุพระอรหันต์ แต่ก็ไม่เคยอธิบายไว้อย่างถูกต้อง

ข้อผิดพลาดอย่างยิ่งของพวกยุบหนอพองหนอก็คือ “ทิ้งวิชชา 3” ไปเลย  ไปมั่วอธิบายแต่วิปัสสนาญาณ แต่อธิบายผิดๆ

โดยสรุป 

วิชาธรรมกายมีคำสอนให้บรรลุถึงพระอรหันต์ได้เช่นเดียวกับพระไตรปิฎก เพราะ วิชาธรรมกายเป็นคำอธิบายการปฏิบัติธรรมในพระไตรปิฎกของหลวงพ่อวัดปากน้ำ

การอธิบายการปฏิบัติธรรมให้บรรลุพระอรหันต์นั้น ไม่มีสายปฏิบัติธรรมใด ไม่มีพุทธวิชาการคนใดในโลกนี้ อธิบายได้ดีเท่าหลวงพ่อวัดปากน้ำอีกแล้ว 

คำอธิบายของหลวงพ่อวัดปากน้ำนั้น สามารถปฏิบัติตามได้ และมีคนปฏิบัติตามได้เป็นหมื่น เป็นแสนคน

แหล่งข้อมูล:






วิชาธรรมกายหายไปจริงไหม



มีกระทู้ถามเกี่ยวกับการหายไปของวิชาธรรมกายนานแล้ว  วันนี้ถึงเวลาที่จะมาตอบกันแล้ว กระทู้นั้นชื่อ “จริงมั๊ยที่หลวงพ่อสดบอกว่าวิชชาธรรมกายหายไปหลังพระพุทธเจ้านิพพานไป แล้วท่านกลับมาค้นพบ”

เนื้อหาของกระทู้ก็เป็นดังนี้

วิชชาธรรมกายหายไปหลังพระพุทธเจ้านิพพานไป แสดงว่าสมัยที่พระองค์มีชีวิตอยู่  ท่านสอนวิชชาธรรมกายหรือ?

แล้วคำสอนอื่นๆ ที่หายไปหลังพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วยังไม่มีคนค้นพบมีอีกมั้ย

หลวงพ่อสดค้นพบยังไงหรือครับ พระองค์มาเข้าฝันหลวงพ่อสดหรือ?

คำถามแบบนี้  ผมถือว่าเข้าข่าย “กวนตีน” ในมาตรฐานจิ๊กโก๋เก่าแบบผม  แต่มันก็ดีอย่างหนึ่ง คือจะได้มีโอกาสตอบปัญหาดังกล่าว

กระทู้นี้มีคนเข้าไปให้ความคิดเห็นกันถึง 111 ความคิดเห็น  ความคิดเห็นที่ 111 เขียนเมื่อ 25 สิงหาคม 2557 เวลา 12:21 น. ดังนี้

มีคำถาม จะมีคนมาตอบข้อข้องใจไม๊ครับ เห็นหายกันไปเป็นปีแล้ว

อ่านจบแล้ว คนที่เข้าไปร่วมให้ความคิดเห็น จำนวนหนึ่งตายแล้วคงลงนรกกันเยอะ ลงนรกด้วยความโง่ของพวกมันเอง  

รวมถึงความคิดเห็นที่ 111 ด้วย  เขาเถียงกันเป็นจำนวน 111 ความคิดเห็นมันก็ต้องมีความรู้อะไรขึ้นมาบ้างแหละ มึงอ่านแล้วไม่รู้เรื่อง ยังจะไปโทษเขาอีก

อย่างไรก็ดี มันก็ไม่มีใครตอบคำถามตรงๆ แม้แต่คนเดียว  มัวแต่เถียงกันเถียงกันมา พาออกนอกเรื่องไปด้วย  ประการสำคัญก็คือ ไม่มีใครรู้จริงและมีฝีมือพอที่จะตอบคำถามได้

ผมมีประเด็นที่จะชี้ให้เห็น 2-3 ประเด็นตรงนี้

1- คุณลุงขโมยหนังสือมรรคผลพิสดารไป

มีคนเอาภาพหนังสือมรรคผลไปลง เป็นฝ่ายตรงข้ามกับวิชาธรรมกายด้วย  มันชื่อ ควาย cantona_z ผมด่ามันไปหลายครั้งแล้ว  ป่านนี้กายละเอียดของมันเขาขึ้นไปแล้ว

ควาย cantona_z ไปเอามาจากเว็บที่มีคนเผยแพร่ขึ้นไปอีกทีหนึ่ง

ประเด็นที่น่าตกใจก็คือ มีคนไปหาว่า คุณลุงการุณย์ขโมยหนังสือมรรคผลพิสดารไป ไม่รู้มันคิดแบบนรกชี้นำแบบนั้นไปได้อย่างไร

ไอ้พวกนั้นมันบอกว่า “หนังสือชุดนี้ ต้องผ่านวิชา 18 กายก่อน ทำนองนั้น”  เรื่องนี้จริง แต่มันเป็นกฎกติกาในวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม” ผมก็รู้ดี 

เรื่องนี้ มันเป็นเรื่องนอกวัด หนังสือชุดดังกล่าว หลวงพ่อภาวนาฯ ส่งให้คุณลุงจริง แต่หนังสือที่เอามาขึ้นเว็บนั้น ตัวลายเซ็นของหลวงพ่อภาวนาฯ มองไม่ชัด  จึงทำให้คนพวกหนึ่งต้องลงนรกไป

มันไม่ได้ศึกษาเลยว่า คุณลุงการุณย์เขียนอธิบายหนังสือชุดนั้นไว้  คนมีความรู้ที่สามารถอธิบายหนังสือหลวงพ่อได้ จะขโมยไปทำไม

แล้วหลวงพ่อภาวนาฯ ก็เป็นอาจารย์คนหนึ่งของลุงอีกด้วย

2- พิจารณาจนมีความเห็น – เห็น

เรื่องนี้ พวกนั้นเถียงกันไปมา ไปลากเอามหาโชดกเข้ามาเกี่ยวด้วย แล้วก็ลามไปสติปัฎฐาน 4 ข้อความส่วนนี้

"พิจารณาเห็น” กายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะมีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ 1

ตรงพิจารณาเห็นนั้น ควาย cantona_z มันแปลแบบนี้

พิจารณาเห็น = พิจารณาจนมีความเห็น ไม่ใช่มองเห็นด้วยตา หรือมีรูปเกิดขึ้นทางใจ

มีควายอีกตัวหนึ่ง ผมตั้งชื่อว่า ควาย swinger สนับสนุนควายด้วยกัน ดังนี้

อย่างที่ท่าน cantona_z กล่าวไว้ครับ  เข้าใจมั้ยครับว่า  คําว่า เห็นในที่นี้ไม่ได้เห็นด้วยตาที่มองเห็นแสงสว่างหรือรูปอะไร

เห็นในที่นี้หมายถึง  ความเข้าใจด้วยปัญญาอย่างเดียวครับ

ผมก็ไม่รู้ว่า ไอ้ควายฝูงนี้ มันโง่ถึงขนาดนั้นด้วยเหตุผลอะไร  เรื่องนี้มันต้องไปเถียงกันที่ภาษาบาลีโน่น  คำที่เถียงกันนี้มาจากภาษาบาลีว่า “อนุปัสนา”  ไม่ใช่เถียงกันที่ภาษาไทยอย่างเดียว

คำหลักที่เถียงกันในภาษาบาลีก็คือ กายานุปัสสนา มาจาก กาย + อนุปัสสนา   คำว่า “ปัสสนา” แปลว่า “เห็น  ตรงนี้ พวกเรียนภาษาบาลีรู้กันเป็นปกติ ไม่มีใครเถียงกัน

คำว่า “อนุ” นั้น  พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายไว้ดังนี้

อนุ คําประกอบหน้าศัพท์บาลีหรือสันสกฤตมีความหมายว่า น้อย เช่น อนุทิศ = ทิศน้อย, ภายหลัง, รุ่นหลัง, เช่น อนุชน = ชน รุ่นหลัง, ตาม เช่น อนุวัต = เป็นไปตาม, เนืองๆ เช่น อนุศาสน์ สอนเนืองๆ คือ พรํ่าสอน. (ป., ส.).

คำว่า “อนุ” นั้น แปลว่า “น้อย, ภายหลัง รุ่นหลัง, ตาม, เนืองๆ”  การแปลเป็นพิจารณาไม่รู้ว่า เอาหลักมาจากไหน

หลวงพ่อวัดปากน้ำจะแปลว่า “เห็นเนืองๆ”  ลูกศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำบางรูปแปลว่า “ตามเห็น” 

ดังนั้น สติปัฏฐาน 4 ต้องมีการเห็นน่ะถูกแล้ว  เห็นตามไปเรื่อย หรือเห็นเนืองๆ ก็ถูก  ถ้าจะพูดอย่างใจเป็นกลาง “พิจารณาเห็น” ก็ยังพอรับได้  แต่

1- พิจารณาเห็น = พิจารณาจนมีความเห็น ไม่ใช่มองเห็นด้วยตา หรือมีรูปเกิดขึ้นทางใจ
2 - เห็นในที่นี้หมายถึง  ความเข้าใจด้วยปัญญาอย่างเดียวครับ

มันก็ควายจริงๆ  ความหมาย 2 ความหมายนั้น มันทำยังไง ไอ้ควายสองตัวนั้นมันจะรู้หรือเปล่าก็ไม่รู้

ดูความคิดเห็นอีก 2 ความเห็นประกอบ ก่อนที่ผมจะตอบปัญหา

หลวงพ่อสดเป็นพระดีครับ ปฏิปทาไม่มีอะไรเสียหาย  วิชชาธรรมกายเป็นวิชชาทางจิตที่ดีครับ  น่าจะมีผลด้านเสริมสร้างภูมิจิตได้มากเอาการอยู่ อันนี้ไม่เถียง

แต่วิชชาธรรมกายไม่มีในพระไตรปิฏกครับ

และไม่สามารถสอบเทียบโดยใช้หลักมหาปเทส 4 ได้เลยครับ นอกจากชื่อที่หยิบมาจากในพระไตรแล้ว ทีเหลือไม่ใกล้เคียงแม้แต่น้อยครับ
(cantona_z)

ไม่รู้ครับ
รู้แต่ว่าพระพุทธเจ้าไม่เคยสอนวิชาธรรมกาย
พระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าไม่มีวิชาธรรมกาย
ในพระไตรปิฎกก็ไม่มีวิชาธรรมกาย
ในพระไตรปิฎกไม่เคยกล่าวว่ามีท่านใดบรรลุธรรมด้วยวิชาธรรมกาย
ไม่เคยมีท่านใดบรรลุเป็นพระอรหันต์ อนาคามี สกิทาคามี และโสดาบันด้วยวิชาธรรมกาย
ในสมัยพุทธกาลไม่มีเลยที่จะบอกว่า พระภิกษุนี้.. พ้นทุกข์ถึงนิพพานด้วยวิชาธรรมกาย
เพราะความจริงแล้ว พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนวิชาธรรมกายนั่นเอง
พระอรหันต์ทั้งหลาย พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ไม่เคยสอนไม่รู้จักวิชาธรรมกายเช่นกัน

ถ้าใครมีปัญหากับไอ้พวกนี้ หรือพวกสมองหมา ปัญญาควายทำนองนี้ ก่อนอื่นต้องให้มันตอบก่อนว่า “วิชาธรรมกายคืออะไร”  รับรองไอ้พวกนี้ มันตอบไม่ได้หรอก เพราะ มันก็ไม่รู้เหมือนกัน

วิชาธรรมกาย คือ คำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำที่อธิบายการปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธ ไม่ใช่ว่าจะมีวิชาอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา

การที่เราต้องเรียกกันว่า “วิชาธรรมกาย” นั้น เป็นความจำเป็นทางภาษา ที่มีอะไรขึ้นมาใหม่ เราก็จะต้องตั้งชื่อให้  ไม่อย่างนั้นก็จะเรียกกันไม่ถูก สื่อสารกันไม่ได้

ไอ้พวกควายเหล่านั้น มันก็ไปไปคิดว่า ในพระไตรปิฎกจะต้องมีคำว่าวิชาธรรมกายปรากฏอยู่ในนั้น มันถึงได้ท้ามั่วไปหมด

ที่นี้มาถึงการตอบปัญหา

วิชชาธรรมกายหายไปหลังพระพุทธเจ้านิพพานไป แสดงว่าสมัยที่พระองค์มีชีวิตอยู่  ท่านสอนวิชชาธรรมกายหรือ?

คำตอบก็คือ สมัยที่พระพุทธเจ้าเผยแพร่ศาสนานั้น พระองค์สอนแบบที่วิชาธรรมกายสอนอยู่ทุกวันนี้ 

ใครสงสัยก็ทำวิชาไปถามพระองค์เองในอายตนะนิพพาน  พระองค์ทรงยืนยันมาอย่างนั้น

แล้วไม่ต้องไปหาในพระไตรปิฎก เพราะ ในพระไตรปิฎกเขียนเฉพาะแนวทางเท่านั้น ไม่ได้บอกวิธีการปฏิบัติไว้

พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่มียุบหนอพองหนอ ไม่มีพุทโธ ไม่มีนะมะพะทะ ไม่มียกมือแบบหลวงพ่อเทียนในพระไตรปิฏก

ต่อมา ไม่มีใครปฏิบัติธรรมแบบวิชาธรรมกายได้อีกเลย หลวงพ่อวัดปากน้ำสันนิษฐานไว้ว่า เหตุการณ์นั้น เกิดประมาณปี พ.ศ. 500

ตรงนี้แหละที่มีคนตีความกันไปว่า “วิชาธรรมกายหายไป”  ความจริงแล้ว วิชาธรรมกายไม่มีใครปฏิบัติได้อีก  จึงไม่มีใครรู้ใครเห็น จนกระทั่งหลวงพ่อวัดปากน้ำมีค้นพบได้อีกครั้งหนึ่ง

ตรงนี้ ไอ้พวกชอบโจมตีก็เอา “ศัพท์” ไปเล่น ไปโจมตีกัน

แล้วคำสอนอื่นๆ ที่หายไปหลังพระพุทธเจ้านิพพานไปแล้วยังไม่มีคนค้นพบมีอีกมั้ย

คำถามนี้  คนถามคงไม่เข้าใจเรื่อง “ใบไม้ในกำมือ”  วิชาความรู้ที่นอกเหนือพระไตรปิฎกยังมีอีกมากมายมหาศาล

ในการตรวจสอบต้องใช้หลัก “มหาปเทส 4”  ที่ไม่ใช่ของควาย cantona_z 

วิชาธรรมกายนั้น ถ้าใช้หลักมหาปเทส 4 แล้ว ตรงกับพระไตรปิฎกเผง ไม่มีสายปฏิบัติธรรมใดอธิบายพระไตรปิฎกได้ดีกว่าสายวิชาธรรมกาย

หลวงพ่อสดค้นพบยังไงหรือครับ พระองค์มาเข้าฝันหลวงพ่อสดหรือ?

ไอ้นี่ มันถึงถามมั่วไปเลย แบบไม่ยอมศึกษาด้วยตนเองเลย  แนะนำให้มันไปอ่านหนังสือของหลวงพ่อวัดปากน้ำก็แล้วกัน







ธรรมกายไม่มีในพระไตรปิฎก

คุณสมเจตได้ตั้งคำถามขึ้นว่า “คำว่า "วิชชาธรรมกาย" ไม่มีในพระไตรปิฎก” แล้วคุณสมเจตก็ตอบดังนี้

คำว่า "วิชชาธรรมกาย" ไม่มีในพระไตรปิฎก ซึ่งคำนี้ก็ไม่มีจริงๆ ครับ แต่เราต้องแยกคำว่า "วิชชา" กับ "ธรรมกาย" ออกจากกัน

คำว่า "ธรรมกาย" คงไม่ต้องพูดซ้ำเพราะได้กล่าวไว้ในหัวข้อ "หลักฐานเรื่องธรรมกาย"  แล้วว่ามีอยู่หลายที่ และพอจะทราบอยู่แล้วว่าอยู่ที่ไหนบ้าง

ส่วนคำว่า "วิชชา" แปลว่า ความรู้แจ้ง ดังนั้น ความรู้อะไรที่เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพาน เราจึงเรียกว่า วิชชาได้ทั้งสิ้น

เช่น เราอาจเรียก "วิปัสนาวิชชา" ก็ได้ เหมือนใช้คำว่าวิชาเรียกวิชาการทางโลกเช่น วิชาคณิตศาสตร์ วิชาศีลธรรม ฯลฯ

วิชชาธรรมกาย ก็รวมถึงทั้ง วิชชา 3 วิชชา 8 ในพระพุทธศาสนานั่นเอง เพราะทุกๆ "วิชชา" ทางพระพุทธศาสนาต้องใช้ธรรมกายศึกษาทั้งสิ้น

แต่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเรียกรวมๆว่า วิชชาธรรมกาย เพราะท่านใช้ธรรมกายค้นคว้าวิชชาใหม่ๆนอกจากวิชชา 3 วิชชา 8 ที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ด้วย

ตรงนี้ ผมคงไม่สามารถบอกได้ว่า วิชชาอะไรบ้างเพราะท่านไม่เปิดเผย จะรู้ก็รู้เพียงเลาๆ เท่านั้น

แต่เรื่องนี้ เราต้องเข้าใจว่าความรู้หรือวิชชาต่างๆ ที่พระพุทธเจ้านำมาสอนเทียบกับความรู้ที่ท่านตรัสรู้นั้น เปรียบเหมือนใบไม้ในหนึ่งกำมือ เมื่อเทียบกับใบไม้ในป่าใหญ่เท่านั้น

แต่หลวงพ่อท่านมีความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่ท่านจึงต้องรู้วิชชาให้มาก โดยค้นเข้าไปๆ จนกว่าความปรารถนาของท่านจะบรรลุผล  และขออย่ามองว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำจะเก่งเหนือกว่าพระพุทธเจ้านะครับ

ท่านเป็นแค่สาวกคนหนึ่งในพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ให้รู้ว่าความปรารถนาท่านยิ่งใหญ่ไม่เหมือนใครก็แล้วกันครับ

ที่ต้องทิ้งท้ายตรงนี้ เพราะคนที่ไม่รู้ชอบหาว่า ผู้ปฏิบัติสายธรรมกายยกย่องให้หลวงพ่อเหนือกว่าพระพุทธเจ้า ซึ่งยืนยันว่าไม่จริงครับ

ตราบใดที่เรายังไม่เชื่อว่า มีกายในกาย ก็จะคิดว่าธรรมกายนั้นไม่ใช่พุทธศาสนา เป็นลัทธิใหม่ เป็นมิจฉาสมาธิ เป็นแค่นิมิต เป็นพวกนอกรีตนอกรอย ฯลฯ

ขออธิบายเรื่องกายในกายอีกซักเล็กน้อย  เรื่องกายในกายนี้ ใช่ว่าในพระไตรปิฎกจะไม่ได้พูดถึง ในสติปัฏฐาน 4 พูดไว้ชัดเจนเลยว่า ให้พิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต  ธรรมในธรรม 

เมื่อท่านบอกให้พิจารณากายในกายความหมายก็ชัดเจนในตัวอยู่แล้ว ว่าให้พิจารณากายในกายไปเรื่อยๆ แสดงว่า ในกายหนึ่งก็มีอีกกายหนึ่ง มีไม่รู้จบ กายแต่ละกายก็มีเวทนา จิต ธรรม ของกายนั้น

ซึ่งก็ตรงกับหลักวิชชาธรรมกาย ที่เข้ากลางไปเรื่อยๆ ก็จะเจอกายต่างๆ ไม่รู้จบ กายที่อยู่ภายในก็จะละเอียด บริสุทธิ์ กว่ากายที่อยู่ภายนอก ดีกว่า สุขกว่า ประณีตกว่า เป็นชั้นๆ ไปอย่างนี้

การเข้ากลาง กลางก็คือศูนย์กลางกาย เป็นทางไปนิพพาน ที่ท่านว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรือที่เราแปลว่า เส้นทางสายกลางนั่นแหละ

ทางสายกลางนี้ มีความหมายควบทั้งสองอย่าง ทั้งทางหยาบและละเอียด ทางหยาบคือต้องไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป ต้องพอดีๆ

ความหมายรวมทั้งกายและใจ กายก็ต้องไม่หย่อนไปทางด้านกามสุขมาก ไม่เคร่งไปทางทรมานกายมาก กายต้องสบายๆ ใจก็ต้องไม่วางใจเบาไปหย่อนไป ไม่ตั้งใจมากไปเครียดไป นี่เป็นความหมายทางหยาบ

ความหมายทางละเอียด คือ ทางไปมันอยู่ที่ศูนย์กลางกาย (ศูนย์กลางกายอยู่เหนือสะดือ 2 นิ้วมือ) เพราะถ้าไม่วางใจที่นี่ก็ไม่เจอธรรมกายนั่นเอง

นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ให้นาค (เป็นสัตว์เดรัจฉานชนิดหนึ่ง) บวช แม้นาคจะมีฤทธิ์แปลงร่างเป็นมนุษย์ได้ แต่กายจริงๆ ของเขาเป็นสัตว์เลื้อยคลาน ศูนย์กลางกายจึงไม่ได้อยู่เหนือสะดือสองนิ้วมือเหมือนมนุษย์

แม้บวชก็ไม่สามารถบรรลุธรรม ท่านจึงห้ามบวช (มีระบุตอนขอบวช อุปัชฌาย์จะถามว่า มนุโสสิ เป็นมนุษย์หรือเปล่า เพราะจริงๆ ไม่น่าถาม เพราะตาก็เห็นอยู่แล้วว่าเป็นมนุษย์)

ข้อนี้ จะเห็นว่าถ้ามัชฌิมาปฏิปทา มีความหมายแค่หยาบๆ นาคก็ต้องบรรลุธรรมได้แน่นอน เพราะนาค ก็ทำทาน รักษาศีล ทำภาวนาได้ แถมกิเลสบางทีเบาบางกว่ามนุษย์เสียอีก

ไปนิพพานมันเลยยากอย่างนี้  เพราะถ้าไปง่ายๆ พระพุทธเจ้าคงไม่ต้องสั่งสมบารมีอย่างน้อยตั้ง 20, 40, 80 อสงไขย

ยุคสมัยก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ตามหลักฐานปรากฏในพระไตรปิฎก ก็ปรากฏมี ดาบส ฤาษีมากมายบำเพ็ญสมาธิจนได้ฌาน

ฤาษีเหล่านั้น ก็สละแล้วซึ่งกาม บางรูปก็ไม่ได้ทรมานกายอะไร เหมือนดังพระเวสสันดร หากมัชฌิมาปฏิปทา มีความหมายแค่การดำรงตน ไม่ให้ตึงไม่ให้หย่อนเกินไป

พระเวสสันดร เอย อาฬารดาบสเอย อุทกดาบสเอย คงไปนิพพานได้ไม่ยาก เพราะแต่ละท่านก็เห็นทุกภัย ในวัฏฏสงสารเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงได้ออกบวช

แต่ที่อาจารย์ทั้งสองไม่บรรลุก็เพราะไม่รู้ที่จดใจหรือที่วางใจหรือฐานที่ตั้งของใจนั่นเอง ดังมีปรากฏในพระไตรปิฎกหลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว

คนแรกที่พระพุทธเจ้าคิดจะไปโปรดไม่ใช่ปัญจวัคคีย์  แต่เป็นอาฬารดาบสกับอุทกดาบสต่างหาก ทำไมท่านคิดอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ปัญจวัคคีย์เคยปวารณาท่านไว้ก่อนด้วยซ้ำว่าถ้าบรรลุธรรมให้สอนพวกท่านก่อน

ก็เพราะว่าอาจารย์เก่าทั้งสองของท่าน ได้บรรลุแล้วถึงฌาน 7 ฌาน 8 แสดงว่าจิตเป็นสมาธิแล้วดีมาก แต่วางใจไม่ถูกที่จึงติดแค่อรูปฌานไม่พบพระธรรมกาย เมื่อไม่พบธรรมกายก็ไม่บรรลุมรรคผลนิพพาน

ท่านจึงคิดว่าสองท่านนี้มีกิเลสเบาบางแล้วมาก แค่แนะนิดหน่อยคงบรรลุธรรมไม่ยาก แต่ท่านทั้งสองได้ตายไปเป็นอรูปพรหมเสียก่อน (คิดว่าตัวเองบรรลุนิพพานเหมือนกัน)  ท่านอัญญาโกณฑัญญะ จึงเป็นพระอริยะสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนาแทน

วิพากษ์วิจารณ์

อ่านแล้วโคตรเหนื่อยขึ้นไปอีก  ถึงบทความนี้แล้ว ผมฟันธงไปเลยว่า คุณสมเจตไม่ควรเขียนบทความชุดนี้เลย เพราะ ความรู้ไม่พอ

ข้อเขียนของคุณสมเจตนี้ ดีไม่ดีเป็นการโจมตีวิชาธรรมกายหนักหนาสาหัสมากกว่าพวกด่าวิชาธรรมกายเสียอีก

เพราะ คนอ่านเห็นว่า คุณสมเจตเข้าข้างวิชาธรรมกาย ก็จะนึกว่า ข้อเขียนทั้งหมดถูกต้อง ถ้ามีใครคิดอย่างนั้น  คุณสมเจตซวยแน่ เพราะ เป็นกรรมชั่วแบบหนึ่งที่ได้โดยไม่คาดคิด

เรื่องนี้ เป็นอุทาหรณ์ที่ดีอย่างหนึ่ง และเป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนในสายวิชาธรรมกาย คือ มีคนโง่อยากจะช่วยวิชาธรรมกายจริงๆ

แต่มันโง่ การที่มันจะช่วย เลยเป็นการโจมตีไป ตัวอย่างชัดๆ ก็กรณีของคุณสมเจตนี่แหละ

เรื่องวิชาธรรมกายไม่มีในพระไตรปิฎก ผมเขียนไว้แล้วในบล็อกนี้นี่แหละ หาอ่านเอาเอง






คำว่า “ธรรมกาย” ไม่มีในศาสนาพุทธ

วิชาธรรมกายถูกโจมตีมานานแล้ว  ตั้งแต่หลวงพ่อวัดปากน้ำเริ่มเผยแพร่คำสอนของท่าน จนมาถึงกระทั่งทุกวันนี้

เมื่อบุคลากรของวัดพระธรรมกายทั้งวัด ช่วยกันทำเรื่องอื้อฉาวอยู่เรื่อยๆ  คนก็โจมตีวัดพระธรรมกายและก็แถมโจมตีวิชาธรรมกายเข้าไปด้วย

คำโจมตีนั้นมีมากมายมหาศาล  ในวันนี้ผมจะนำเสนอคำถามซึ่งเป็นคำถามยอดฮิตในการโจมตีวิชาธรรมกายก็คือ “คำว่า ธรรมกาย ไม่มีในพระไตรปิฎก”

พวกเกลียดวิชาธรรมกายทั้งหลาย  จำนวนมากเลย ไม่รู้จักวิชาธรรมกาย ไม่เคยอ่านหนังสือวิชาธรรมกาย และไม่เคยปฏิบัติธรรมแบบวิชาธรรมกายเลย แต่เกลียดท่านธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

ก็เลยแถมการเกลียดวิชาธรรมกายเข้าไปด้วย

พวกนี้ จำนวนมากเลย ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทองว่า คำว่า “ธรรมกาย” ไม่มีในพระไตรปิฎก วิชาธรรมกายไม่มีในพระไตรปิฎก และก็เชื่อไปอย่างนั้น

ไม่ยอมรับความรู้หรือหลักฐานใดๆ จากกลุ่มลูกศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ

ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า ใครเป็นต้นคิดของคำถามที่ว่า คำว่า “ธรรมกาย” ไม่มีในพระไตรปิฎก

ผมขอตอบเลยทันที เพราะ ติดตามเรื่องนี้มาตลอด นับเป็นสิบปีมาแล้ว  ในช่วงแรกๆ ผมก็อ่าน และแย้งในใจว่า “คำว่า ธรรมกาย น่าจะมีในพระไตรปิฎก”  แต่ไม่กล้าโต้แย้งอะไร เพราะ ความรู้ไม่มากพอ

ตอนนั้น ความรู้แค่จบปริญญาตรีเอกภาษาไทย วิชาโทภาษาอังกฤษ จากวิทยาลัยครูนครสวรรค์ 

ผมตามเรื่องนั้นมาจนกระทั่งจบปริญญาโท ภาษาศาสตร์จากธรรมศาสตร์ ก็รู้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่กล้าโต้แย้ง เพราะ ความรู้ยังไม่พอ  แต่เรื่องวิชาธรรมกาย ผมเห็นกายธรรมแล้ว

จนกระทั่งใกล้จบปริญญาเอก ผมถึงเริ่มโต้แย้งขึ้นมาบ้าง เพราะ ตอนนั้น ความรู้มากขึ้นแล้ว  มากขึ้นจนเขียนหนังสือ “นิพพานเป็นนิจจัง/สุขัง/อัตตาหรืออนัตตา?: มุมมองสหวิทยาการ” ได้เล่มหนึ่ง

คนที่เอาเรื่องนี้มาพูดเป็นคนแรกก็คือ พระประยุทธ์/พระธรรมปิฎก/พระพรหมคุณาภรณ์

พระประยุทธ/พระธรรมปิฎก/พระพรหมคุณาภรณ์เป็นคนแรกที่กล่าวหาวิชาธรรมกายว่า คำว่า “ธรรมกาย” ไม่มีในพระไตรปิฎก

แต่ต่อมา ลูกศิษย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำไปค้นแล้วพบว่า คำว่า “ธรรมกาย” มีมากมายมหาศาลในคัมภีร์ของพระพุทธศาสนา

ไม่ว่าจะเป็นหินยาน หรือมหายาน

ลองไปอ่านหลักฐานต่างๆ ที่ผมรวบรวมไว้ที่นี่ก็ได้

หลักฐานวิชาธรรมกาย     http://evidencethammakai.blogspot.com 
พระประยุทธ์/พระธรรมปิฎก/พระพรหมคุณาภรณ์ก็เลยไม่กล้ากล่าวหาเช่นนั้นอีก  แต่บรรดาสมองหมา ปัญญาควายทั้งหลาย ไม่ได้รู้ความเป็นมาอันนี้ ก็เอามาโจมตีตลอด

ประเด็นสำคัญที่ควรนำขึ้นมาพิจารณา ก็คือ ข้อความโจมตีและเป็นคำถามที่ว่า “คำว่า “ธรรมกาย” ไม่มีในพระไตรปิฎก” ของพระประยุทธ์/พระธรรมปิฎก/พระพรหมคุณาภรณ์นั้น

ถูกต้องหรือไม่

ผมฟันธงไปเลย ข้อความโจมตีและเป็นคำถามที่ว่า “คำว่า “ธรรมกาย” ไม่มีในพระไตรปิฎก” ของพระประยุทธ์/พระธรรมปิฎก/พระพรหมคุณาภรณ์ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการแต่ประการใด

พระประยุทธ์/พระธรรมปิฎก/พระพรหมคุณาภรณ์นี้ ก็รู้อยู่แก่ใจ  แต่ความอยากดังของท่าน ท่านต้องการจะโจมตีวิชาธรรมกายท่านก็เสกสรรปั้นเรื่องขึ้นมา


ต่อไป ผมจะเสนอหลักฐานที่ว่า พระประยุทธ์/พระเปลืองข้าวสุกประชาชนรูปนี้ รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี  หลักฐานดังกล่าว เอามาจากหนังสือของพระรูปนี้เอง  ดังนี้ 

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

[166] มหาปเทส 4 ๑ (ที่อ้างอิงข้อใหญ่, หลักใหญ่สำหรับอ้างเพื่อสอบสวนเทียงเคียง หมวดที่ 1 ว่าด้วยหลักทั่วไป)

1. หากมีภิกษุกล่าวว่า ข้าพเจ้าได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาค ว่า นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นสัตถุสาสน์

2. หากมีภิกษุกล่าวว่า ในอาวาสชื่อโน้น มีสงฆ์อยู่ พร้อมด้วยพระเถระ พร้อมด้วยปาโมกข์ ข้าพเจ้าได้สดับรับมาเฉพาะหน้าสงฆ์นั้นว่า นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นสัตถุสาสน์

3. หากมีภิกษุกล่าวว่า ในอาวาสชื่อโน้น มีภิกษุผู้เป็นพระเถระอยู่จำนวนมาก เป็นพหูสูต ถึงอาคม (คือชำนาญในพุทธพจน์ทั้ง 5 นิกาย) ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา ข้าพเจ้าได้สดับรับมาเฉพาะหน้าพระเถระเหล่านั้นว่า นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นสัตถุสาสน์

4. หากมีภิกษุกล่าวว่า ในอาวาสชื่อโน้น มีภิกษุผู้เป็นพระเถระอยู่รูปหนึ่ง เป็นพหูสูต ถึงอาคม ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา ข้าพเจ้าได้สดับรับมาเฉพาะหน้าพระเถระรูปนั้นว่า นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นสัตถุสาสน์

เธอทั้งหลาย ยังไม่พึงชื่นชม ยังไม่พึงคัดค้านคำกล่าวของผู้นั้น พึงเรียนบทและพยัญชนะ (ทั้งข้อความและถ้อยคำ) เหล่านั้นให้ดีแล้ว พึงสอบดูในสูตรเทียบดูในวินัย

ก. ถ้าบทและพยัญชนะเหล่านั้น สอบลงในสูตรก็ไม่ได้ เทียบเข้าในวินัยก็ไม่ได้ พึงลงสันนิษฐานว่า นี้มิใช่ดำรัสของพระผู้มีพระภาคแน่นอน ภิกษุนี้ (สงฆ์นั้นพระเถระเหล่านั้น พระเถระรูปนั้น) ถือไว้ผิด พึงทิ้งเสีย

ข. ถ้าบทและพยัญชนะเหล่านั้น สอบลงในสูตรก็ได้ เทียบเข้าในวินัยก็ได้ พึงลงสันนิษฐานว่า นี้เป็นดำรัสของพระผู้มีพระภาคแน่แท้ ภิกษุนี้ (สงฆ์นั้น พระเถระเหล่านั้น พระเถระรูปนั้น) รับมาด้วยดี


จะเห็นได้ว่า ในการตรวจสอบว่า “สิ่งใด” เป็นคำสอนของศาสนาพุทธหรือไม่ ให้ตรวจสอบไปที่ความหมายหรือการตีความว่า “สอดคล้อง” กับพระธรรม พระวินัยหรือไม่

ไม่ใช่ไปตรวจสอบที่คำว่า “ธรรมกาย”  อย่างที่พระรูปนี้ทำ