บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมกาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมกาย แสดงบทความทั้งหมด

พระบรมพุทธเจ้าคือใคร?

 


พระบรมพุทธเจ้าคือใคร?

"พระบรมพุทธเจ้าคือใคร?" เป็นวิดิโอใน Youtube เป็นการสัมภาษณ์ "ป้าขุ่น" ประเด็นที่เกี่ยวกับ "พระบรมพุทธเจ้า"

ในฐานะที่เป็นวิปัสสนาจารย์สอน "วิชาธรรมกาย" มาประมาณ ๒๐ ปี

หนังสือของหลวงพ่อวัดปากน้ำอ่านมาทุกเล่ม สอน #วิชชาธรรมกายชั้นสูง อยู่ทุกวัน

ขอยืนยันว่า... ไม่มี พระบรมพุทธเจ้าในวิชชาธรรมกาย

ตำราของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ที่เป็นตำราก็มี 4 เล่ม  ถ้าจะนับเทศน์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำด้วย ก็เป็น ๕ เล่ม

หลวงพ่อวัดปากน้ำสอนว่ามี "อุดมบรมจักรสูงสุด" อยู่  อยู่ในหนังสือ 2 เล่มด้านล่างนี้ ผมไม่รู้ว่าอยู่ในเล่มไหน หลวงพ่อฯ เขียนถึงไว้แค่ครั้งเดียว

*-*-*-*
วิชชามรรคผลพิสดาร http://makphonphitsadan.blogspot.com
วิชชามรรคผลพิสดาร ๒ http://Makphonphitsadan2.blogspot.com
*-*-*-*

อย่างไรก็ดี.....  "พระบรมพุทธเจ้า" ของป้าขุ่น อาจจะหมายถึง "อุดมบรมจักรสูงสุด" ก็ได้ แต่คำสอนที่ปรากฎในภาพนั้น "ไม่มีในวิชชาธรรมกาย"

ป้าขุ่นไปเอา "จับคิงคองมาชนก๊อดซิลล่า" (จับแพะชนแกะ) เอาดื้อๆ  คงไปเอาเรื่อง "พระไวโรจนพุทธะ" ของวัชรยาน มาปน...

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ท่านว่าไว้ ดังนี้...

*-*-*-*-*
พระไวโรจนพุทธะ[1]เป็นพระธยานิพุทธะ 1 ใน 5 องค์ ของนิกายวัชรยาน ทรงเป็นประธานของพระพุทธะทั้ง 5 หมายถึงปัญญาอันสูงสุด ตราประจำพระองค์เป็นธรรมจักร หมายถึง ความเป็นหนึ่ง พระกายเป็นแสงสว่าง มักแทนด้วยสีขาว ตำแหน่งในพุทธมณฑลจะอยู่ตรงกลางโดยมีพุทธะอีก 4 องค์ห้อมล้อม พระโพธิสัตว์ในกลุ่มของท่านที่สำคัญมี 2 องค์ คือ พระสมันตภัทรโพธิสัตว์ และพระมัญชุศรีโพธิสัตว์
*-*-*-*-*

แล้วที่เขาพระสุเมรุนั้น  ไม่มีพระพุทธเจ้าอยู่ พระพุทธเจ้าอยู่ในอายตนะนิพพาน

ผมแปลกใจมากๆ ว่า...

หนังสือตำราหลักของหลวงพ่อวัดปากน้ำ จำนวน 4 เล่มนั้น บางมากๆ วันเดียวก็อ่านจบทั้ง 4 เล่ม จะว่าไปครึ่งวันก็อ่านจบ

ทำไม.. กลุ่มบุคคลคณะที่ว่านี้ "ไม่อ่าน"   ขนาดว่า... ชื่อของ  18 กาย ก็ยังเอ่ยชื่อไม่ถูก

แล้วก็ไปออกรายการ ทำหน้าตาภูมิใจที่ได้ "โกหก" คนไปทั้งโลก   

กรรมชั่วนี้  เป็นกรรมชั่วที่หนักหนาสาหัสเอามากๆ  ผมเน้นไปแล้วหลายครั้งว่า...

*-*-*-*
เรียนศาสนาพุทธ เรียนผิดเรียนถูก ไม่เป็นไร แต่อย่าสอนผิด....
*-*-*-*

การที่ได้พบ "วิชชาธรรมกาย" นั้น ถือได้ว่า "พบพระพุทธเจ้า"  เพราะ เป็นวิชาที่เข้าหาพระพุทธเจ้าได้ ซึ่งผมและคณะทำทุกวัน

แต่พบ "วิชชาธรรมกาย" แล้ว "ไปได้ข้อมูลผิด", "เชื่อผิดๆ"  แล้วก็ไป "สอนผิดๆ"  

กรรมชั่วนี้.... หนักหนาสาหัสกว่า "โลกันตนรก"

-------------------------
เขียนโดย ดร. มนัส โกมลฑา Ph.D. (สหวิทยาการ)
www.manaskomoltha.net
Facebook Fanpage: https://www.facebook.com/manas4299/
Line ID : manas4299
Youtube: https://www.youtube.com/user/mommeam4299/


ธรรมกายเป็นสมถะ

คุณสมเจตได้ตั้งคำถามขึ้นว่า “ธรรมกายเป็นภูมิของสมถะ ไม่ใช่วิปัสสนา จึงไม่มีทางขจัดทุกข์ไปนิพพานได้” แล้วคุณสมเจตก็ตอบดังนี้

ที่ว่า เป้าหมายของพุทธศาสนาให้กำจัดทุกข์ อันนี้ถูกต้องที่สุดครับ แต่อยากทิ้งให้เป็นข้อคิดนิดนึงว่า ถ้าเราไม่เห็นกิเลส เราจะกำจัดทุกข์ได้อย่างไรกัน

เหมือนเราเดินๆ มีนกมาขี้ใส่หลังถ้าเราไม่รู้ตัว ไม่เห็นขี้นกเราก็เอาขี้นกออกไม่ได้ใช่ไหมครับ

นอกจากเห็นแล้ว รู้แล้ว ต้องเอาออกเป็น และมีเครื่องมือด้วย มันถึงจะสะอาดได้ กิเลสในใจก็เหมือนกัน หากเรามองไม่เห็น ไม่รู้จัก ไม่มีเครื่องมือ เอาออกไม่เป็น ก็ขจัดกิเลสไม่ได้เหมือนกัน

ความทุกข์เกิดจากกิเลส จะพ้นทุกข์ได้ก็ต้องกำจัดกิเลสให้ได้ กิเลสของมนุษย์ก็แบบหนึ่ง กิเลสของเทวดา พรหม อรูปพรหม ก็อีกแบบหนึ่ง หยาบละเอียดไปตามลำดับ

จะไปนิพพานแค่นี้ยังไม่พอ ต้องละสังโยชน์ที่เหลืออีก 10 ประการอีก

กิเลสพวกนี้เรารู้จักแต่ชื่อ รู้จักแต่อาการของเขาเท่านั้นแต่ตัวจริงๆ น่ะเราไม่รู้จักเลย  ที่เราไม่รู้จักเพราะตามนุษย์ (มังสจักษุ) เราเห็นแค่เฉพาะในภพมนุษย์ ตาทิพย์ก็เห็นแค่ในภพทิพย์   ไม่สามารถเห็นเลยไปนอกภพสามได้ 

การมองออก เหมือนตาที่มองไม่เห็นขี้ตาของตัวเอง ต้องอาศัยตาของคนอื่นมาช่วยมอง ซึ่งเป็นแบบการมองเข้าจึงจะเห็น  เพราะกิเลสนั่นมันก็อยู่ในตัวเรา อยู่ในใจเรา อยู่ในตาเรา เราจึงไม่สามารถมองเห็นได้ ฉันใดก็ฉันนั้น

ดังนั้น การเห็นที่วิเศษหรือเห็นแจ้ง ที่เรียกว่าวิปัสสนานั้น จึงต้องเกิดธรรมจักขุ ที่เราเรียกว่ามีดวงตาเห็นธรรมหรือใช้ตาของธรรมกาย จึงจะเห็นกิเลสและความทุกข์ในภพสามได้

เพราะตัวธรรมกายนั้น เป็นกายที่อยู่นอกภพสามแล้ว ความสว่างของธรรมกายมีมาก เมื่อความสว่างมีมากส่องไปที่ไหนก็เห็นได้หมด จึงไม่มีความลับใดๆ สำหรับธรรมกาย

นอกจากนั้น การเห็นของธรรมกายก็ไม่เหมือนการเห็นของตามนุษย์ที่เห็นด้านเดียว เห็นหน้าก็ไม่เห็นหลัง จะมองหลังต้องเหลียวมอง แต่ของธรรมกายจะเห็นได้รอบตัว

อย่างที่บาลีเรียกการเห็นของพระพุทธเจ้าว่าเป็น "สมันตจักษุ-เห็นโดยรอบ (360 องศา)" นี่ก็คือลักษณะการเห็นของธรรมกายนั่นเอง แต่ในพระไตรปิฎกฉบับแปล ไปแปลว่าพระพุทธเจ้าท่านรอบรู้ ซึ่งเป็นการให้ความหมายผิด ผิดเพราะผู้แปลเขาไม่เข้าถึงธรรมกายจึงไม่เข้าใจการเห็นแบบรอบตัวนี้

นอกจากนี้ การเห็นของธรรมกายซึ่งเป็นกายที่เป็นใหญ่ในตัวเอง มีความเป็นตัวของตัวเองอย่างสมบูรณ์ (อัตตา) เมื่อเป็นตัวของตัวเอง แสดงว่าไม่มีอะไรมาบังคับได้

ญาณรู้ของท่านจึงเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงไปด้วย ไม่เหมือนกายมนุษย์ที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง(อนัตตา) การเห็นจึงถูกบังคับได้ด้วยอวิชชา (ความไม่รู้) เมื่อถูกบังคับก็ถูกปิดบังได้ เมื่อถูกปิดบังก็เห็นไม่ถูก เห็นไม่ถูกจึงรู้ไม่ถูก

การวิปัlสนาจึงใช้ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ของกายมนุษย์หรือกายที่ยังอยู่ในภพสามหรือกายที่ยังเป็นสังคตธรรมพิจารณาไม่ได้เลย เช่น ของที่ไม่สวยก็จะเห็นว่าสวย เช่นร่างกายของเรา ของที่ไม่เที่ยงก็ว่าเที่ยง ของที่ทุกข์ก็ไม่รู้ว่าทุกข์ เป็นต้น

ผู้ที่เข้าถึงธรรมกายหรือศึกษาวิชชาธรรมกายเท่านั้นจึงจะเข้าใจ และกล้าพูดได้ว่าถ้ายังไม่เข้าถึงธรรมกายแล้ว เป็นได้แค่วิปัสสนึก (นึกๆ เอา) เท่านั้น หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นแค่การพิจารณา "ปลงอนิจจัง หรือ ปลงธรรมสังเวช" เท่านั้น

ซึ่งก็พอมีประโยชน์ในการระงับกิเลสชนิดหยาบๆ ได้ (เพราะรู้ตัว) แต่กิเลสที่ละเอียดๆ ซ่อนอยู่ก็ไม่ได้หายไปใหน ยังรอวันที่จะแสดงตัวออกมาเสมอ

ที่กล่าวอย่างนี้ ไม่ได้เป็นการยกตนข่มท่านหรือพูดเอาดีเข้าตัว แต่อยากเชิญชวนให้ทุกท่านเข้ามาศึกษา ลองดู ว่าเป็นจริงดังกล่าวหรือไม่ เพราะถ้าไม่จริง ก็คือของเก๊ ของแหกตา มันก็เหมือนสินค้าที่ไม่ดีแม้ทำการตลาดดีอย่างไร เชิญชวนอย่างไรก็ตาม

สุดท้ายเมื่อทุกคนรู้ว่าเป็นของปลอม การตลาดที่ทุ่มเทไปก็เหมือนน้ำพริกที่ตำละลายแม่น้ำเหมือนกันฉะนั้น

พึงระลึกไว้เสมอว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าของแท้นั้น เป็นของรู้ได้เฉพาะตน (ปัจจัตตัง) ไม่ล้าสมัย (อกาลิโก) และท้าให้พิสูจน์ (เอหิปัสสิโก) ถ้าเป็นของแท้ต้องกล้าให้พิสูจน์

ขอยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่ง สมมุติเราเลี้ยงพ่อนกแม่นกซึ่งจับมาจากธรรมชาติไว้กลุ่มหนึ่ง เลี้ยงดูให้อาหารอย่างดีแต่เลี้ยงไว้ในกรงที่มืด แคบ และเตี้ย เลี้ยงไปเลี้ยงมา จนนกพวกนี้ออกลูกออกหลานไปหลายชั่วรุ่น

ถามว่านกรุ่นหลังๆ มันจะรู้ไหมว่า มันมีตามีปีกหรือไม่ ถึงรู้ว่ามีแต่มันจะรู้ไหมว่าตากับปีกมีเอาไว้ทำไม เพราะมีก็เหมือนไม่มี ใช้ประโยชน์ตาม หน้าที่ จริงๆ ของอวัยวะนั้นไม่ได้

แต่เมื่อเราจับนกในนั้นซักตัวออกมาข้างนอก นกมันก็จะมองเห็นเพราะตามันไม่ได้เสีย เดิมที่ไม่เห็นเพราะขาดปัจจัยคือแสงสว่าง มันจะเริ่มหัดบินเพราะรู้ว่าปีกมีไว้สำหรับบินเมื่อเห็นนกตัวอื่นบินได้

สุดท้ายมันก็จะรู้ว่าโลกภายนอกกรงขังนั้นมันดีกว่าในกรงมาก มันก็จะรังเกียจชีวิตในกรงไปเองโดยไม่ต้องไปสอนอะไร  เห็บปุ๊บก็รู้เลย

ตัวอย่างนี้ ผมคิดขึ้นจากความเข้าใจของผมเองอาจจะไม่ตรงทีเดียวนัก แต่ก็คล้ายกับชีวิตมนุษย์มาก มนุษย์เรา เดิมแท้จริงแล้วมีธรรมกายทุกคน เปรียบเหมือนมีธรรมจักษุอันปกติเห็นอริยสัจ 4 ได้ มีอภิญญา 6 เหมือนนกที่เคยบินได้

แต่เมื่อมนุษย์มีอวิชชาที่เปรียบเหมือนความมืดครอบงำ มีอวิชชาก็เกิดภพ เกิดชาติ (ตามปฏิจสมุปบาทธรรม) ตามมา

เมื่อเกิดภพ ซึ่งก็คือภพทั้งสาม มีกามภพ รูปภพ อรูปภพ เปรียบเหมือนกรงขังที่ขังสัตว์ไว้ในวัฏสงสาร เมื่อถูกขังไว้นานๆ หลายชาติ หลายชั่วอายุเข้า ก็เลยไม่รู้ว่า นอกภพนอกกรงขังนั้น มันเป็นอย่างไร

ไม่รู้ว่าความสามารถเดิมของตัวมีอะไร ไม่รู้ว่าชีวิตที่เป็นแบบเดิม (ตามธรรมชาติเดิม) เป็นอยู่อย่างไร

เมื่อรู้แต่ข้างในไม่รู้ข้างนอก ก็ไม่เกิดการเปรียบเทียบว่าอะไรดีกว่าอะไร เมื่อไม่รู้ว่ามีของที่ดีกว่าก็ไม่แสวงหาสิ่งที่ดีกว่า เกิดความเคยชินแต่ความใฝ่ดีอยากสุขสบายก็ยังมีอยู่ แต่ก็แสวงหาทำได้เฉพาะในภพเท่าที่ตัวมีความรู้เท่านั้น

เช่นรู้ว่า มีเงินมาก ร่ำรวยแล้วจะสบายก็หาเงินกันใหญ่หวังจะสุขสบาย ไม่รู่ว่ามีสุขอื่นที่ดีกว่า ละเอียดกว่า ประณีตกว่า จึงไม่ยอมละสุขน้อยเพื่อแสวงหาสุขใหญ่ มนุษย์จึงคล้ายนกในตัวอย่างอย่างนี้

การใช้ความรู้ในภพพิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็เหมือนกัน เหมือนนกในกรง ต่อให้นกตัวที่เคยออกนอกกรงมาบอกว่า นอกกรงดีกว่ายังไง

ซึ่งก็อาจมีบางตัวเชื่อ บางตัวอาจไม่เชื่อ ตัวไม่เชื่อก็ไม่พยายามหาทางออกไป ตัวที่เชื่อแม้เชื่อตามคำบอกก็เป็นเพียงแค่รู้จำ (สุตตมยปัญญา) ดีหน่อยก็รู้จริง (จินตมยปัญญา) แต่ไม่มีทางรู้แจ้งเข้าใจจริงๆ (ภาวนามยปัญญา)ได้เลย

นกตัวแรกที่ออกไปได้หากเปรียบแล้วก็อาจเปรียบได้กับพระพุทธเจ้า ส่วนพวกเราก็คือนกที่ยังอยู่ในกรงขังอยู่

จากตรงนี้ ไม่ทราบยังสงสัยหรือเปล่า ดังนั้น การจะเห็นให้วิเศษหรือวิปัสสนาได้นั้นจึงต้องใช้ ความรู้ความเห็นหรือญาณทัศนะที่อยู่นอกภพสามเท่านั้น

เพราะ เมื่อเราเห็นความวิเศษของอสังคตธรรม (นิพพาน) เราก็จะรังเกียจของที่อยู่ในภพสามหรือสังคตธรรมไปเอง โดยไม่ต้องไปใคร่ครวญหรือพิจารณาให้เสียเวลาเลย

เหมือนนกที่เห็นโลกภายนอกแล้วรังเกียจชีวิตในกรงมืดไปเอง เพราะหากไม่เห็นจนสามารถเปรียบเทียบได้ แม้จะบังคับใจให้เชื่ออย่างไรก็ตาม ใจที่ยังยึดมั่นกับภพอยู่ก็ไม่มีทางปล่อยวางได้นั่นเอง

ดังนั้น การบรรลุธรรมของพระอริยะเจ้า เวลาบรรลุจึงไม่ได้ใช้การใคร่ครวญพิจารณาเลย การใคร่ครวญเป็นแค่ขั้นตอนให้เกิดความเบื่อหน่าย

เมื่อเบื่อหน่ายก็จะปล่อยวาง เมื่อปล่อยวางก็เป็นอุเบกขา เมื่ออุเบกขาจึงเกิดสมาธิ เมื่อเกิดสมาธิจึงเข้าถึงธรรมกาย

พอเมื่อเข้าถึงธรรมกาย ธรรมกายนี้แหละเป็นเครื่องมือขจัดทุกข์ตามที่กล่าวไว้ตอนแรก เมื่อมีเครื่องมือ และ รู้วิธี ก็ใช้ธรรมกายตามวิธีที่พระพุทธเจ้าสอนคือพิจารณาอริยสัจ 4 ขันธ์ 5 อายตนะ 12 อินทรีย์ 22 ธาตุ 18 ปฏิจสมุปบาท 12 ฯลฯ

ส่วนวิธีการจริงๆ ผมเองก็ยังไม่รู้ แต่รู้ว่าด้วยญาณของธรรมกายจะเร็วมาก พระอรหันต์ที่บรรลุธรรมดังตัวอย่างในพระไตรปิฎกจึงบรรลุธรรมเร็วมาก

บางองค์บรรลุแค่ฟังธรรมบทเดียว บางองค์บรรลุขณะเชือดคอตัวเอง บางองค์บรรลุขณะปลงผม บางองค์บรรลุขณะกระโดดลงเหว พระอานนท์บรรลุขณะกำลังจะนอน ฯลฯ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ใช่ว่าทุกคนที่เข้าถึงธรรมกายจะบรรลุอรหันต์ทุกคน อย่างที่เรียนให้ทราบแล้วว่าธรรมกายเองก็มีหลายระดับ

หากเป็นแค่ธรรมกายโคตรภูก็เป็นแค่โคตรภูบุคคล (กึ่งปุถุชนกึ่งพระอริยะเจ้า)เท่านั้น  การจะเป็นพระอรหันต์ต้องมี factor อื่นด้วย เช่น บารมีต้องเต็ม 10 ทัศ เป็นต้น การเข้าถึงธรรมกายโคตรภู แค่ไปถูกทางและแค่ครึ่งทางเท่านั้น

วิพากษ์วิจารณ์

อ่านแล้วโคตรเหนื่อย  คุณสมเจตนี่มีเจตนาดี แต่ไม่ได้ดูตัวเองเลยว่า มีความรู้ความสามารถเพียงพอหรือไม่ 

การอธิบายของคุณสมเจตนี่ ไม่ได้ช่วยวิชาธรรมกายอะไรเลย  มั่วเสียส่วนใหญ่

ทางมรรคผล 18 กาย
คู่มือสมภาร
วิชชามรรคผลพิสดาร
วิชชามรรคผลพิสดาร ๒

ปัญหาที่ยกมาเป็นประเด็นนั้น  แก้ได้ง่ายมาก ก็เอาหนังสือ 4 เล่มนี้ของหลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นหลักฐาน เพราะ มีสอนทั้งสมถะกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน และหัวข้อธรรมะอื่นที่สำคัญอีกมากมาย

ก็เป็นการพิสูจน์ที่เพียงพอแล้ว






ธรรมกายเป็นอัตตา

คุณสมเจตได้ตั้งคำถามขึ้นว่า “ธรรมกายเป็นอัตตา ขัดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ให้ละอัตตา แล้วคุณสมเจตก็ตอบดังนี้

ก่อนมาดูเรื่องธรรมกายเป็นอัตตา ขอให้ลองมาดูเรื่องนิพพานกันก่อนว่า นิพพานนี่เป็น อัตตาหรืออนัตตา เพราะอาจมีบางท่าน คิดว่านิพพานเป็นอนัตตาเหมือนดังที่พระอาจารย์หลายๆท่านสอน 

เพราะแนวคำสอนเรื่องนิพพานเป็นสุญตา หรือเป็นอนัตตา มีมากในปัจจุบัน สาเหตุจากการตีความเรื่องไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) สัพเพ สังขารา อนิจจา (สังขารทั้งหมดไม่เที่ยง) สัพเพ ธรรมมาอนัตตา (ธรรมทั้งหมดไม่ใช่ตัวตน) อยู่ในบทสวดทำวัตรเช้า

และจากพุทธพจน์ ที่ว่า นิพพานัง ปรมัง สุญญัง จากตรงนี้เลยเข้าใจว่าอะไรๆ ก็ไม่ใช่ตัวตน และนิพพานคงจะสูญไปทั้ง กาย จิต วิญญาณ แบบอัตรธานหายไปเหลือแต่ความว่างเปล่า (สุญตา)

แต่ในความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ มีหลักฐานแสดงไว้ในพระไตรปิฎกมากมายแสดงลักษณะนิพพานไว้ เรียกนิพพานว่า เป็นแดนบ้าง เป็นอายตนะบ้าง แสดงถึงกิจในนิพพานบ้าง (ไม่มีกิจใดอีก) ฯ ซึ่งแสดงว่านิพพานก็เป็นมิติ (space) อีกมิติหนึ่ง ที่ไม่ใช่ภพ 3

โลกันต์ ก็เป็นที่อีกที่หนึ่งที่ไม่ใช่ภพ 3 เช่นกัน เพราะไม่ปรากฏว่า โลกันตนรกเป็นนรกหนึ่งในแปดขุม

นอกจากนี้ หากเราเชื่อว่า นิพพานแล้วสูญไปหมด แล้วพุทธพจน์ที่ว่า นิพพานัง ปรมัง สุขัง นิพพานสุขอย่างยิ่ง จะสุขได้อย่างไรกัน จะเอาอะไรมาเป็นตัวรับความสุข ดังนั้น ที่ว่าสูญไปจึงหมายถึงสูญไปแต่กิเลส ขันธ์ 5 (รูปกับนาม)

ส่วนประเด็นว่า ธรรมทุกอย่างล้วนอนัตตา ตรงนี้ต้องเข้าใจก่อนว่า ธรรมนั้นมีหลายอย่าง สังคตธรรม ๑ อสังคตธรรมมีอีก ๑

สังคตธรรมเป็นธรรมที่ไม่บริสุทธิ์ อสังคตธรรมเป็นธรรมที่บริสุทธิ์ ธรรมทั้งสองนี้พระพุทธเจ้ายกย่องอสังคตธรรมว่าดีกว่า

แต่นอกจากนี้ท่านยังบอกว่า วิราคธรรมดีเลิศที่สุด พระนิพพานเป็นวิราคธาตุวิราคธรรม  ตรงนี้จะเข้าใจได้ว่า ถ้าอสังคตธรรมและวิราคธรรม ยังตกอยู่ในไตรลักษณ์อีก พระพุทธเจ้าจะยกย่อง ธรรมทั้งสองนี้ทำไมกัน

ตรงนี้มักจะเกิดความสับสนเพราะมีคนไปแปลความว่า "อนัตตา" ว่าไม่มีตัวตน ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่ หากไปแปลว่า "ไม่มีตัวตน" ก็จะกลายเป็น อุจเฉททิฏฐิ ไปเสีย เพราะเมื่อตัวตนไม่มี แล้วจะมี อะไร เป็นตัวไปแบกบุญกับบาป หรือ อะไร จะมาคอยรับวิบากในภพถัดไป  การสั่งสมบารมีข้ามภพข้ามชาติก็จะเป็นไปไม่ได้ ตายแล้วก็สูญกันไปเท่านั้น

ก่อนจะผ่านประเด็นนี้ไป อยากให้วิเคราะห์ บาลี ที่ว่า "สัพเพ ธรรมมา อนัตตา" ธรรมทั้งหมดไม่ใช่ตัว  เพราะ "ธรรม" ก็อย่างหนึ่ง "ตน" ก็อีกอย่างหนึ่ง คนละอย่างกัน  ได้อธิบาย "ธรรม" ไว้แล้วว่ามีสองอย่าง คือ สังคตธรรม กับอสังคตธรรม

เมื่อกล่าวว่า ธรรมทั้งหมดไม่ใช่ตัว  ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีธรรมไหนเลยเป็นตัว (แต่มีบางธรรมเท่านั้นที่เป็นตัว)

อาจจะเข้าใจยาก ขอยกตัวอย่างดังนี้  สมมุติผมกล่าวว่า " มนุษย์ทั้งหมดไม่ใช่ผู้ชาย"  ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนไม่ใช่ผู้ชาย แต่หมายความว่า ผู้ชายไม่ใช่ทุกคน หรือ มนุษย์บางส่วนเท่านั้นที่เป็นผู้ชาย ต่างหาก 

ตรงนี้อาจเข้าใจยาก เพราะหลักไวยากรณ์ของภาษาบาลีกับภาษาไทยไม่ใคร่จะตรงกับเท่าไหร่  สรุปว่า ตัวตน (อัตตา)ไม่ใช่ทุกธรรมนั่นเอง ต่อไปจึงจะได้อธิบายต่อไปว่า ธรรมใดที่เป็นอัตตา

คราวนี้ วกมาที่วิชชาธรรมกายหน่อยนึง ในวิชชาธรรมกาย กายมนุษย์ กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม ทั้งสี่กายนี้เป็นกายที่มีขันธ์ 5 ซึ่งเป็นสังคตธรรมอยู่ จึงยังอยู่ในไตรลักษณ์และยังอยู่ในภพสาม ไม่ใช่ตัวตน (อัตตา) ที่แท้จริง

พอพ้นกายอรูปพรหม ขั้นต่อไปจะถึงกายธรรมหรือธรรมกาย เป็นธรรมกายโคตรภู ธรรมกายโสดาบัน ธรรมกายสกิทาคามี ธรรมกายอนาคามี สี่กายนี้แหละพ้นจากไตรลักษณ์ เป็นนิจจัง สุขัง อัตตา ซึ่งตรงข้ามกับไตรลักษณ์แล้ว

กายแรกเป็นกึ่งปุถุชนกึ่งอริยะหรือครึ่งทางพระนิพพาน สามกายหลังเป็นอริยะบุคคลแล้ว แต่ทั้งหมดก็ยังเป็นแค่อสังคตธรรมยังไม่ดีเลิศที่สุด เพราะยังละสังโยชน์ได้ไม่หมด แต่สามารถรู้เห็นพระนิพพานได้ (ได้แค่รู้เห็น แต่ยังไม่เป็น)

ส่วนกายสุดท้ายจึงเป็นกายธรรมอรหัตเป็นอสังคตธรรมที่เป็นวิราคธรรมที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญว่าเป็นเลิศ กายที่ทั้งรู้ทั้งเห็นทั้งเป็นพระนิพพาน

วิชชาธรรมกายตรงกับที่พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ มี milestone และ indicator ที่ชัดเจน ธรรมกายแต่ละระดับนี่แหละที่เป็นสัญลักษณ์บอกว่าใครเป็นพระอริยะบุคคลระดับใด จิตละเอียดถึงระดับใด เพราะกายภายนอกไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยเมื่อเป็นพระอริยะบุคคลแล้ว

เหมือนการเรียนทางโลกใครมีวุฒิบัตรชั้นไหนเราก็รู้ได้ว่าเขาสำเร็จชั้นนั้นคล้ายกันอย่างนี้ ธรรมะจึงเป็นเรื่องรู้ได้เฉพาะตนอย่างในบทสวดสรรเสริญธรรมคุณนั่นเอง

ดังนั้นเมื่อเข้าใจว่า นิพพานเป็นอัตตาแล้ว เมื่อเราหมดกิเลส ธรรมกายซึ่งเป็นอัตตาเป็นตัวตนที่แท้จริงนี่แหละจะเป็นตัวตนที่ไปอยู่ในอายตนนิพพาน

จิตของธรรมกายก็จะรับซึ่งความสุขได้เต็มที่ ซึ่งตรงกับพุทธพจน์ที่ว่า "นิพพานสุขอย่างยิ่ง" ซึ่งจะตรงกับทั้งบาลีและความเข้าใจเรื่องนิพพานและธรรมกายของมหายานด้วย

สรุปพระพุทธเจ้าท่านสอนให้เราละ ไม่ให้ยึดถือในอัตตาเทียม อันคือขันธ์ 5 (กายมนุษย์ กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม) เพื่อให้ไปยึดถืออัตตาแท้ ซึ่งอัตตาแท้ก็คือธรรมกายนั่นเอง

ดังนั้น ความเข้าใจว่าธรรมกายเป็นอัตตาจึงถูกต้องและเป็นสิ่งที่ถูกต้องด้วย

ปล.  การที่ "อัตตา" เป็นที่จงเกลียดจงชัง ของหลายๆ ท่าน ผมว่า เราน่าจะเข้าใจคำว่า "อัตตา" ผิดไปจากความเป็นจริง เพราะมีอาจารย์บางท่าน สอนให้ปล่อยวาง อย่าไปยึดมั่นถือมั่นใน "ตัวกู-ของกู" 

ซึ่งที่ท่านสอนก็ถูกแล้ว แต่สิ่งที่เราควรรังเกียจ คือ ตัว "อุปาทาน" ต่างหาก  อุปาทาน เป็น กิริยาอาการ ที่เข้าไปยึด ว่าเป็นโน่นเป็นนี่

ส่วนอัตตานั้น โดยความหมายเป็นคำนาม ที่ยังไม่ได้แสดงอาการกิริยาอันใดเลย  ยกตัวตัวอย่างเป็นภาษาไทย เหมือนกล่าวว่า "ฉันอยาก...."  ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "ฉัน"  แต่ปัญหาอยู่ที่ อาการ "หยาก"  ต่างหาก 

เพราะหากเรา รังเกียจ "อัตตา" หรือ คิดว่า "อัตตา" ไม่มี  เวลา พระพุทธเจ้าพระอรหันต์  ใช้คำว่า "ตถาคต" หรือ "อาตมา" หรือ "เรา" ก็ย่อมไม่ได้ทั้งสิ้น  เพราะตราบใดที่เรายังใช้ คำว่า เรา ฉัน ฯ หรืออะไรก็แล้วแต่แทนตัว นั่นแสดงถึงความมี  "อัตตา" ทั้งนั้นครับ

วิพากษ์วิจารณ์

อ่านแล้วเหนื่อย  คือ คุณสมเจตนี่ พยามยามแก้ต่างให้กับวิชาธรรมกาย แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย น่าจะทำให้คนอ่านสับสนมากขึ้นไปอีก

ผมเดาเอาว่า คนที่จะอ่านบทความนี้จบคงไม่กี่คน  เพราะ เขียนไม่ได้เข้าเรื่องเข้าประเด็น


เรื่องนี้ผมเขียนไปเยอะแล้ว ลองไปหาอ่านดูได้ในบล็อกของผม